Risk Reward Ratio (RR) คืออัตราส่วนระหว่าง "ความเสี่ยงที่ยอมเสีย" (ระยะจาก Entry ถึง Stop Loss) กับ "ผลตอบแทนที่คาดหวัง" (ระยะจาก Entry ถึง Take Profit) ในการเทรดแต่ละครั้ง เช่น ถ้าคุณยอมเสี่ยงขาดทุน 10 ดอลลาร์ เพื่อแลกโอกาสได้กำไร 20 ดอลลาร์ นั่นคือ RR = 1:2 ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าออเดอร์จะกำไรหรือขาดทุน แต่บอกว่า "ถ้าคุณถูกต้องคุณจะได้เท่าไหร่ เทียบกับถ้าคุณผิดคุณจะเสียเท่าไหร่" ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารความเสี่ยงที่นักเทรดมือใหม่มักมองข้าม
Risk Reward Ratio คำนวณยังไง
สูตรพื้นฐานของ RR คือ:
Risk Reward Ratio = ระยะทำกำไร (Reward) ÷ ระยะขาดทุน (Risk)
โดยต้องรู้ 3 จุดก่อนเข้าออเดอร์เสมอ:
- Entry — ราคาที่เข้าซื้อ/ขาย
- Stop Loss (SL) — ราคาที่ยอมตัดขาดทุน
- Take Profit (TP) — ราคาเป้าหมายที่จะปิดทำกำไร
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติเทรดทองคำ (XAU/USD):
- Entry: 2,350
- Stop Loss: 2,330 (เสี่ยง 20 จุด)
- Take Profit: 2,390 (คาดหวังกำไร 40 จุด)
คำนวณ: Risk = 2,350 − 2,330 = 20 / Reward = 2,390 − 2,350 = 40
ดังนั้น RR = 40 ÷ 20 = 2 หรือเขียนเป็น 1:2 แปลว่ายอมเสี่ยง 1 ส่วน เพื่อโอกาสได้กำไร 2 ส่วน
สูตรหาราคา Take Profit จาก RR ที่ต้องการ
เมื่อวาง Stop Loss ได้แล้ว สามารถย้อนหาราคา TP จาก RR ที่ต้องการได้ทันที แทนการตั้ง TP แบบสุ่ม:
TP (ฝั่ง Buy) = ราคาเข้า + (ระยะ SL × ตัวคูณ Reward)
TP (ฝั่ง Sell) = ราคาเข้า − (ระยะ SL × ตัวคูณ Reward)
ตัวอย่าง Buy XAU/USD ด้วย RR 1:2:
- ราคาเข้า Buy: 2,650
- Stop Loss: 2,640 (เสี่ยง 10 USD หรือ 100 pips)
- Take Profit: 2,650 + (10 × 2) = 2,670 (โอกาสกำไร 20 USD หรือ 200 pips)
ถ้าต้องการ RR 1:3 จากจุดเข้าและ SL เดิม ก็แค่เปลี่ยนตัวคูณเป็น 3 จะได้ TP ที่ 2,680
ทำไม Risk Reward Ratio ถึงสำคัญกว่าที่คิด
นักเทรดมือใหม่มักโฟกัสที่ "Win Rate" หรืออัตราชนะ โดยคิดว่ายิ่งชนะบ่อยยิ่งดี แต่ในความเป็นจริง แม้จะชนะแค่ 30-40% ของออเดอร์ทั้งหมด ก็ยังทำกำไรสุทธิได้ ถ้า RR สูงพอ เพราะกำไรจากไม้ที่ถูกทาง ครอบคลุมขาดทุนจากไม้ที่ผิดทางได้มากกว่า
สูตรหา Win Rate ขั้นต่ำที่ต้องทำได้ (Breakeven Win Rate)
Win Rate ขั้นต่ำ = Risk ÷ (Risk + Reward)
ตารางด้านล่างแสดง Win Rate ขั้นต่ำที่ต้องทำได้ เพื่อให้ระบบเทรด "เท่าทุน" (ยังไม่รวมค่าสเปรดและคอมมิชชั่น):
| Risk Reward Ratio | Win Rate ขั้นต่ำที่ต้องทำได้ |
|---|---|
| 1:1 | 50% |
| 1:2 | 33% |
| 1:3 | 25% |
| 1:5 | 17% |
ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้ RR 1:2 คงที่ทุกไม้ ต่อให้ผิดทาง 6 ใน 10 ครั้ง (Win Rate เพียง 40%) พอร์ตก็ยังกำไรสุทธิ เพราะไม้ที่ถูกทางได้กำไรมากกว่าไม้ที่ขาดทุนถึง 2 เท่า
RR ที่นักเทรดมืออาชีพนิยมใช้
ไม่มี RR ที่ "ถูกต้อง 100%" ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและระบบที่ใช้ แต่ค่าที่นักเทรดส่วนใหญ่แนะนำและใช้กันทั่วไปคือ:
- 1:1 — เหมาะกับกลยุทธ์ Win Rate สูง เช่น Scalping ที่มี Win Rate เกิน 55-60%
- 1:2 — มาตรฐานที่นักเทรดมืออาชีพส่วนใหญ่ใช้เป็นขั้นต่ำ สมดุลระหว่างโอกาสชนะกับผลตอบแทน
- 1:3 ขึ้นไป — เหมาะกับ Swing Trade หรือ Trend Following ที่ถือออเดอร์นาน ยอมรับ Win Rate ต่ำแลกกับกำไรก้อนใหญ่ต่อไม้
ข้อควรระวัง: RR ที่สูงมาก (เช่น 1:5, 1:10) มักต้องแลกกับ Win Rate ที่ต่ำลงมาก และใช้เวลาถือออเดอร์นานขึ้น ซึ่งอาจไม่เหมาะกับทุกสไตล์การเทรด
วิธีใช้ Risk Reward Ratio จัดการความเสี่ยงจริงในการเทรด
1. กำหนด Stop Loss จากจุดเทคนิค ไม่ใช่จำนวนเงินที่อยากได้
ควรวาง SL ตามแนวรับ-แนวต้าน หรือโครงสร้างราคา (เช่น หลัง Swing High/Low) ก่อน แล้วค่อยคำนวณ TP ให้ได้ RR ที่ต้องการ ไม่ใช่ตั้ง TP ตามใจแล้วค่อยขยับ SL ให้ RR สวย เพราะจะทำให้ SL ไม่สมเหตุสมผลกับโครงสร้างตลาด
2. ใช้ร่วมกับ Money Management
RR ควรใช้คู่กับกฎจำกัดความเสี่ยงต่อไม้ เช่น กฎ 1-2% ของเงินทุนต่อออเดอร์ เพื่อให้แม้ RR จะสวย แต่ถ้าขาดทุนติดต่อกันหลายไม้ก็ยังไม่ทำให้พอร์ตเสียหายหนัก
3. ตรวจสอบ RR ก่อนกดเข้าออเดอร์ทุกครั้ง
ก่อนเปิดออเดอร์ ให้ถามตัวเองว่า "ถ้าราคาไปตามที่คาด จะได้กำไรกี่เท่าของความเสี่ยงที่ยอมเสีย" ถ้า RR ต่ำกว่า 1:1 มาก ควรพิจารณาใหม่ว่าคุ้มค่าจะเข้าไม้นั้นหรือไม่
4. บันทึกสถิติ Win Rate และ RR จริงของตัวเอง
การจด Trading Journal เก็บ RR และผลลัพธ์จริงของแต่ละไม้ จะช่วยให้รู้ว่าระบบเทรดของตัวเองมี Win Rate เท่าไหร่ และ RR แบบไหนที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของตัวเองที่สุด
วิธีตั้ง Stop Loss และ Take Profit บน MT5
เมื่อคำนวณ RR และได้ราคา SL/TP แล้ว ขั้นต่อไปคือใส่ราคาเหล่านั้นลงในออเดอร์ ทั้ง SL และ TP เป็นคำสั่งที่ผูกติดกับออเดอร์ที่เปิดอยู่ เมื่อราคาแตะระดับที่กำหนด ระบบของโบรกเกอร์จะปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติ เช่น ซื้อ EUR/USD ที่ 1.0850 และตั้ง TP ไว้ที่ 1.0900 หากราคาขึ้นไปแตะ 1.0900 ระบบจะปิดออเดอร์และเก็บกำไร 50 pips ให้ทันทีโดยไม่ต้องเฝ้าจอ

ขั้นตอนการตั้ง SL/TP ตอนเปิดออเดอร์
- เปิดหน้าต่าง New Order — กด F9 หรือคลิกขวาที่กราฟ เลือก Trading → New Order
- เลือกคู่เงิน เช่น EURUSD, XAUUSD, GBPUSD
- กรอกขนาด Lot เช่น 0.01 Lot
- ใส่ราคา Stop Loss ในช่อง Stop Loss
- ใส่ราคา Take Profit ในช่อง Take Profit — ราคาต้องสูงกว่าราคาปัจจุบันสำหรับ Buy และต่ำกว่าสำหรับ Sell
- กด Buy / Sell เพื่อยืนยันออเดอร์
ข้อควรรู้: หากตั้ง TP หรือ SL ใกล้ราคาตลาดเกินกว่า Stops Level ที่โบรกเกอร์กำหนด ระบบจะปฏิเสธ (Reject) คำสั่งทันที ควรเช็ค Stops Level ของบัญชีที่ใช้ก่อน โดยเฉพาะถ้าเทรดระยะสั้นที่ตั้ง TP ใกล้ราคา
ทำไมควรตั้ง TP ไว้ล่วงหน้าทุกไม้
- ตัดอารมณ์ความโลภ — ออเดอร์ปิดตามแผนที่คำนวณ RR ไว้ ไม่ใช่ตามความรู้สึกระหว่างที่ราคาวิ่ง
- ไม่ต้องเฝ้าจอตลอดเวลา — เหมาะกับคนทำงานประจำหรือถือออเดอร์ข้ามคืน
- RR ที่วางแผนไว้เกิดขึ้นจริง — รู้กำไรและขาดทุนสูงสุดของไม้นั้นตั้งแต่ก่อนกดเข้า
ข้อผิดพลาดในการตั้ง Take Profit ที่ทำให้ RR เสีย
ต่อให้คำนวณ RR ถูก แต่ถ้าตั้งหรือจัดการ TP ผิดวิธี RR จริงที่ได้ก็จะต่ำกว่าแผน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมีดังนี้:
- ตั้ง TP ใกล้เกินไป — เก็บกำไรไม้ละนิด แต่เวลาโดน SL เสียก้อนใหญ่ ทำให้ RR เฉลี่ยแย่ลงเรื่อย ๆ
- เลื่อน TP หนีตามอารมณ์ — พอราคาใกล้ถึง TP แล้วเลื่อนออกไปอีกเพราะกลัวพลาดกำไรเพิ่ม สุดท้ายราคากลับทาง
- ไม่หักสเปรดและคอมมิชชั่น — TP 5 pips บนคู่เงินที่สเปรด 2 pips จะเหลือกำไรจริงแค่ 3 pips ยิ่ง TP สั้น ต้นทุนยิ่งกิน Reward เป็นสัดส่วนมาก
- ตั้ง TP ตรงแนวรับ/แนวต้านพอดี — ราคามักกลับตัวก่อนแตะแนวสำคัญ ควรตั้ง TP ไว้ก่อนถึงแนวประมาณ 2-5 pips
- ไม่ปรับแผนช่วงข่าวแรง — ช่วงตัวเลข NFP หรือประกาศดอกเบี้ยของ Fed ราคาผันผวนสูง ควรทบทวนระยะ TP หรือปิดออเดอร์ก่อนข่าวออก
ข้อจำกัดของ Risk Reward Ratio ที่ต้องรู้
RR เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการประเมินความคุ้มค่า ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว เพราะ:
- RR สูงไม่ได้แปลว่าระบบเทรดจะกำไร ถ้า Win Rate จริงต่ำกว่าจุดคุ้มทุน
- ต้องคำนึงถึงสเปรดและคอมมิชชั่นของโบรกเกอร์ ซึ่งลด Reward จริงลงเล็กน้อยทุกไม้
- ตลาดผันผวนสูง (เช่นช่วงข่าวสำคัญ) อาจทำให้ราคาลื่นไถล (Slippage) จนได้ RR จริงไม่ตรงกับที่วางแผนไว้
สรุป
Risk Reward Ratio คือเครื่องมือพื้นฐานแต่ทรงพลังในการบริหารความเสี่ยง ช่วยให้นักเทรดประเมินความคุ้มค่าของแต่ละออเดอร์ก่อนตัดสินใจ การใช้ RR อย่างน้อย 1:2 ร่วมกับการจำกัดความเสี่ยงต่อไม้และการวาง Stop Loss ตามโครงสร้างตลาดจริง จะช่วยให้พอร์ตอยู่รอดได้แม้ Win Rate จะไม่สูงมาก อย่างไรก็ตาม RR ต้องใช้ร่วมกับวินัยการเทรดและสถิติจริงของตัวเอง ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่การันตีกำไร การเทรด Forex และทองคำมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและลงทุนด้วยเงินที่รับความเสี่ยงได้เท่านั้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Take Profit ต่างจาก Stop Loss อย่างไร?
Take Profit คือคำสั่งปิดออเดอร์เมื่อได้กำไรถึงเป้า ส่วน Stop Loss คือคำสั่งปิดเมื่อขาดทุนถึงระดับที่ยอมรับได้ ทั้งคู่ทำงานอัตโนมัติ และควรตั้งคู่กันเสมอเพราะ RR คำนวณจากระยะของทั้งสองจุด
Risk Reward Ratio เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี?
โดยทั่วไปนักเทรดมืออาชีพแนะนำขั้นต่ำ 1:2 ขึ้นไป แต่ไม่มีค่าตายตัว ขึ้นอยู่กับ Win Rate ของระบบเทรดแต่ละคน
RR สูงดีเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไป เพราะ RR ที่สูงมักมาพร้อม Win Rate ที่ต่ำลง และใช้เวลาถือออเดอร์นานขึ้น ต้องพิจารณาควบคู่กับสไตล์การเทรดของตัวเอง
ต้องรู้ Win Rate ก่อนถึงจะใช้ RR ได้ไหม?
ไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้า แต่ควรบันทึกสถิติการเทรดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำ RR และ Win Rate จริงมาคำนวณว่าระบบเทรดของตัวเองทำกำไรได้ในระยะยาวหรือไม่
ควรตั้ง TP กี่ pips?
ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับ Timeframe และความผันผวนของคู่เงิน ตัวอย่างระยะที่ใช้กันทั่วไป เช่น Scalping บน M5 ประมาณ 5-15 pips, Day Trading บน H1 ประมาณ 30-80 pips และ Swing Trading บน H4 ประมาณ 100-300 pips แต่ระยะ TP ควรได้มาจากการคูณระยะ SL ด้วย RR ที่ระบบเทรดของคุณรองรับ ไม่ใช่กำหนดเป็นจำนวน pips ลอย ๆ
ตั้ง TP ไปแล้วแก้ไขได้ไหม?
ได้ คลิกขวาที่ออเดอร์ใน MT5 เลือก Modify or Delete Order แล้วแก้ราคา TP ใหม่ได้ตลอดก่อนออเดอร์ปิด แต่ควรแก้ตามแผนที่คำนวณ RR ไว้ ไม่ใช่ตามอารมณ์
โบรกเกอร์ยกเลิก TP ของเราได้ไหม?
ไม่ได้โดยตรง แต่ในช่วงข่าวแรงราคาอาจกระโดด (Gap) ข้ามระดับ TP ทำให้ระบบปิดออเดอร์ที่ราคาถัดไปแทน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของตลาด และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ RR จริงอาจไม่ตรงกับที่วางแผนไว้
Trailing Stop ดีกว่า Take Profit ไหม?
ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด Trailing Stop เหมาะกับเทรนด์ที่วิ่งยาว เพราะจะเลื่อน SL ตามกำไรอัตโนมัติ ส่วน TP เหมาะกับการเทรดในกรอบ (Range) ที่มีเป้าชัดเจน นักเทรดหลายคนจึงใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด โปรดศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง


