Drawdown คืออะไร
Drawdown (DD) คือการลดลงของมูลค่าพอร์ตหรือบัญชีเทรด นับจากจุดสูงสุด (Peak) ที่เคยทำได้ ไปจนถึงจุดต่ำสุด (Trough) ก่อนที่พอร์ตจะฟื้นกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ มักวัดผลเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินทุน เพื่อบอกว่า "ตอนนี้บัญชีของเราขาดทุนจากจุดสูงสุดไปเท่าไหร่แล้ว"
ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติบัญชีเทรดของคุณเติบโตจาก 10,000 ดอลลาร์ ไปแตะ 15,000 ดอลลาร์ แล้วขาดทุนต่อเนื่องจนเหลือ 12,000 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัว Drawdown ในรอบนี้คือ (15,000 − 12,000) ÷ 15,000 × 100 = 20%
Drawdown เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญไม่แพ้ผลตอบแทน เพราะบอกว่ากลยุทธ์หรือวิธีเทรดของคุณ "เจ็บหนักแค่ไหน" ในช่วงที่ตลาดไม่เป็นใจ ต่างจากกำไรสะสมที่บอกแค่ผลลัพธ์สุดท้าย
ประเภทของ Drawdown
1. Floating Drawdown (Drawdown ลอยตัว)
คือการขาดทุนที่ยังไม่ได้ปิดออเดอร์ (Unrealized Loss) เกิดขึ้นขณะที่ยังถือโพซิชันอยู่ ถ้าราคากลับตัว มูลค่าพอร์ตอาจฟื้นขึ้นมาได้โดยไม่ต้องปิดขาดทุนจริง แต่ถ้าราคาไม่กลับ Floating Drawdown ก็อาจกลายเป็นการขาดทุนจริงได้เช่นกัน
2. Fixed Drawdown (Drawdown ที่เกิดขึ้นจริง)
คือการขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ หลังจากปิดออเดอร์ที่ขาดทุนไปแล้ว ถือเป็นการสูญเสียเงินทุนอย่างถาวรจนกว่าจะทำกำไรกลับมาชดเชย
3. Maximum Drawdown (MDD)
คือ Drawdown ที่มากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง นับจากจุดสูงสุดไปจุดต่ำสุดที่ลึกที่สุด นักเทรดและกองทุนมักใช้ตัวเลขนี้เป็นมาตรวัดความเสี่ยงของกลยุทธ์ เพราะสะท้อนสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นจริง
วิธีคำนวณ Drawdown
สูตรคำนวณ Drawdown เป็นเปอร์เซ็นต์ ณ ช่วงเวลาหนึ่งคือ
Drawdown (%) = (มูลค่าพอร์ตปัจจุบัน − จุดสูงสุดก่อนหน้า) ÷ จุดสูงสุดก่อนหน้า × 100
ส่วน Maximum Drawdown คือค่า Drawdown ที่ลึกที่สุดในบรรดาทุกรอบที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่พิจารณา ไม่ใช่แค่รอบล่าสุด
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติเงินทุนเริ่มต้น 5,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ดอลลาร์ จากนั้นลดลงเหลือ 4,000 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นไปที่ 7,000 ดอลลาร์
- จุดสูงสุดของรอบนี้คือ 6,000 ดอลลาร์
- จุดต่ำสุดคือ 4,000 ดอลลาร์
- Drawdown = (6,000 − 4,000) ÷ 6,000 × 100 = 33.3%
แม้ภายหลังพอร์ตจะฟื้นขึ้นไปทำกำไรสูงสุดใหม่ที่ 7,000 ดอลลาร์ แต่ Maximum Drawdown ของรอบนี้ก็ยังคงถูกบันทึกไว้ที่ 33.3% เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงระหว่างทาง
ทำไม Drawdown ถึงสำคัญมากในการเทรด Forex
Forex เป็นตลาดที่ใช้ Leverage (อัตราทด) สูง ซึ่งขยายทั้งกำไรและขาดทุนพร้อมกัน กลยุทธ์ที่ดูเหมือนผันผวนไม่มาก อาจเกิด Drawdown รุนแรงได้เมื่อใช้ Leverage สูงเกินไป การไม่เข้าใจหรือไม่ควบคุม Drawdown อาจนำไปสู่การล้างพอร์ตทั้งหมดได้
สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ยิ่งขาดทุนลึกเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้กำไรมากขึ้นแบบทวีคูณเพื่อกลับมาเท่าทุน ไม่ใช่สัดส่วนเดียวกัน ดังตารางด้านล่าง
| ขาดทุนจากจุดสูงสุด (Drawdown) | ต้องทำกำไรเท่าไหร่ถึงจะกลับมาเท่าทุน |
|---|---|
| 10% | 11.1% |
| 20% | 25% |
| 30% | 42.9% |
| 40% | 66.7% |
| 50% | 100% |
| 60% | 150% |
| 70% | 233% |
| 80% | 400% |
จากตารางจะเห็นว่าถ้าปล่อยให้บัญชีขาดทุนถึง 50% ต้องทำกำไรถึง 100% เพื่อกลับมาเท่าทุนเดิม และถ้าขาดทุนถึง 80% ต้องทำกำไรถึง 400% ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการควบคุม Drawdown ตั้งแต่ต้นจึงสำคัญกว่าการพยายามทำกำไรให้มากที่สุด
Drawdown กับกฎของ Prop Firm
สำหรับนักเทรดไทยที่สนใจ Prop Firm (บริษัทที่ให้เทรดด้วยเงินทุนของบริษัท) กฎเรื่อง Drawdown ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดข้อหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น FTMO ซึ่งเป็น Prop Firm ที่มีชื่อเสียงระดับโลก กำหนดกฎ Daily Drawdown ไว้ที่ 5% ต่อวัน และ Maximum Drawdown ทั้งบัญชีไว้ที่ 10% นับจากยอดเงินเริ่มต้น หากบัญชีขนาด 100,000 ดอลลาร์ เท่ากับว่าขาดทุนได้ไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์ต่อวัน และไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์ตลอดอายุบัญชี หากเกินกำหนด บัญชีจะถูกปิดทันที
กฎลักษณะนี้ทำให้การบริหารความเสี่ยงต่อออเดอร์ (Risk per Trade) ยิ่งสำคัญมาก เพราะการเปิดออเดอร์เสี่ยง 3–4% ต่อครั้งอาจทำให้ชนกฎ Drawdown ได้ภายในไม่กี่ไม้ที่ขาดทุนติดต่อกัน
วิธีจัดการและควบคุม Drawdown
1. ใช้กฎความเสี่ยงต่อออเดอร์ 1–2%
นักเทรดมืออาชีพส่วนใหญ่ยึดหลักไม่เสี่ยงเกิน 1–2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรด 1 ครั้ง เพื่อให้บัญชีสามารถทนต่อการขาดทุนติดต่อกันหลายไม้โดยไม่เสียหายรุนแรง หากเสี่ยงเพียง 1% ต่อครั้ง ต้องขาดทุนติดต่อกันถึง 100 ไม้บัญชีจึงจะหมด ซึ่งแทบไม่มีระบบเทรดใดที่แย่ขนาดนั้น
2. ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง
การไม่ตั้ง Stop Loss คือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ Drawdown ลึกเกินควบคุม เพราะไม่มีจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจน
3. ควบคุมการใช้ Leverage
Leverage สูงทำให้การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยส่งผลกระทบต่อพอร์ตมาก การเลือกใช้ Leverage ที่เหมาะสมกับขนาดเงินทุนและสไตล์การเทรดช่วยลดโอกาสเกิด Drawdown รุนแรง
4. กำหนดเพดาน Drawdown ส่วนตัว
นักเทรดหลายคนตั้งกฎส่วนตัวไว้ เช่น หากบัญชีขาดทุนถึง 10–15% จากจุดสูงสุด จะหยุดเทรดทันทีเพื่อทบทวนกลยุทธ์ แทนที่จะฝืนเทรดต่อไปเพื่อ "เอาคืน"
5. กระจายความเสี่ยงและอย่าถัวเฉลี่ยขาดทุนแบบไม่มีแผน
การไม่เก็งกำไรกระจุกในคู่เงินเดียว และหลีกเลี่ยงการเพิ่มไม้ถัวเฉลี่ยขาดทุน (Averaging Down) โดยไม่มีแผนจัดการความเสี่ยงที่ชัดเจน ช่วยลดโอกาสที่ Drawdown จะบานปลาย
สรุป
Drawdown คือหนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเทรด Forex เพราะสะท้อนว่าเงินทุนของคุณอาจ "เจ็บหนัก" แค่ไหนในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด การเข้าใจวิธีคำนวณ Drawdown และผลกระทบของมันต่อการฟื้นตัวของบัญชี จะช่วยให้นักเทรดวางแผนบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น ทั้งการกำหนดขนาดออเดอร์ การตั้ง Stop Loss และการควบคุม Leverage อย่างเหมาะสม เพื่อให้อยู่รอดในตลาดได้ในระยะยาว แทนที่จะเน้นทำกำไรเร็วโดยไม่สนใจความเสี่ยงที่แฝงอยู่
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรด Forex และสินทรัพย์ที่มีเลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและประเมินความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจเทรดทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Drawdown ต่างจากการขาดทุนทั่วไปอย่างไร
การขาดทุนทั่วไปมองที่ผลรวมกำไร-ขาดทุน ณ จุดใดจุดหนึ่ง แต่ Drawdown มองที่ระยะห่างระหว่างจุดสูงสุดกับจุดต่ำสุดของพอร์ต ทำให้เห็นความผันผวนและความเสี่ยงระหว่างทางที่ตัวเลขกำไรสุทธิเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอก
Drawdown เท่าไหร่ถึงถือว่าอันตราย
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปนักเทรดมืออาชีพและ Prop Firm มักกำหนดเพดาน Maximum Drawdown ไว้ที่ 10–20% หากเกินกว่านี้ถือว่ากลยุทธ์มีความเสี่ยงสูงและควรทบทวนวิธีบริหารความเสี่ยงใหม่
ทำอย่างไรเมื่อบัญชีเข้าสู่ภาวะ Drawdown ลึก
ควรลดขนาดออเดอร์ลง ทบทวนกลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และหลีกเลี่ยงการรีบ "เอาคืน" ด้วยการเพิ่มความเสี่ยง เพราะจากตารางด้านบนจะเห็นว่ายิ่งขาดทุนลึก ยิ่งต้องใช้กำไรมากขึ้นแบบไม่เป็นสัดส่วนเพื่อกลับมาเท่าทุน
แหล่งอ้างอิง: Compare Forex Brokers – What is a Drawdown in Forex, FTMO – Trading and Drawdowns

