Spread คืออะไรใน Forex? ทำไมถึงกินกำไรมากกว่าที่คิด (ฉบับเข้าใจง่าย 2026)

ทีมงาน BrokerProReview18 กรกฎาคม 2569
หน้าจอแสดงกราฟราคาและข้อมูลการเทรด Forex แบบเรียลไทม์

หลายคนเปิดบัญชีเทรด Forex ครั้งแรกแล้วสงสัยว่าทำไมเพิ่งเข้าออเดอร์ไปก็ติดลบทันทีทั้งที่ราคายังไม่ขยับเลย คำตอบคือ Spread ต้นทุนแฝงที่นักเทรดทุกคนต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ บทความนี้จะอธิบาย Spread แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริง เพื่อให้คุณรู้เท่าทันต้นทุนก่อนเริ่มเทรด

Spread คืออะไร

Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask/Offer) กับราคาขาย (Bid) ของคู่เงินหรือสินทรัพย์ในตลาด Forex ทุกครั้งที่โบรกเกอร์เสนอราคาให้นักเทรด จะมีราคาสองฝั่งเสมอ คือราคาที่คุณ "ซื้อได้" (Ask) และราคาที่คุณ "ขายได้" (Bid) โดยราคา Ask จะสูงกว่าราคา Bid เสมอ ส่วนต่างตรงนี้คือ Spread ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่โบรกเกอร์ใช้หารายได้จากการให้บริการเทรด

ตัวอย่างเช่น หากคู่เงิน EUR/USD แสดงราคา Bid ที่ 1.08000 และ Ask ที่ 1.08012 นั่นหมายความว่า Spread เท่ากับ 0.00012 หรือ 1.2 pip กล่าวคือทันทีที่คุณเปิดออเดอร์ Buy คุณจะเริ่มต้นด้วยผลขาดทุนลอยตัว (floating loss) เท่ากับค่า Spread ก่อน ราคาจึงต้องขยับไปในทิศทางที่คุณต้องการอย่างน้อยเท่ากับ Spread เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน

Spread วัดหน่วยเป็นอะไร

โดยทั่วไป Spread วัดเป็น pip (สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ 1 pip = 0.0001 ของราคา ยกเว้นคู่ที่มี JPY ซึ่ง 1 pip = 0.01) หรือในบางแพลตฟอร์มจะแสดงเป็น point ซึ่งเล็กกว่า pip 10 เท่า นักเทรดควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าแพลตฟอร์มที่ใช้แสดงหน่วยแบบไหน เพื่อไม่ให้เข้าใจต้นทุนผิดพลาด

Spread ส่งผลต่อกำไร-ขาดทุนอย่างไร

Spread คือต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีที่เปิดออเดอร์ ไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวหรือไม่ก็ตาม ยิ่ง Spread กว้าง ยิ่งต้องรอราคาวิ่งมากขึ้นกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน ผลกระทบนี้จะเห็นชัดเจนมากในกลุ่มนักเทรดที่เปิดออเดอร์บ่อย เช่น สาย Scalping หรือ Day Trading เพราะต้นทุน Spread จะสะสมทบต้นในแต่ละวัน

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุน Spread เป็นเงินจริง

สมมติเทรด EUR/USD ด้วย Lot ขนาด 1 Standard Lot (100,000 หน่วย) มูลค่า 1 pip จะอยู่ที่ประมาณ 10 USD หากโบรกเกอร์คิด Spread 1.2 pip จะเท่ากับต้นทุนประมาณ 12 USD ต่อการเปิด-ปิดออเดอร์ 1 ครั้ง หากเทรด 10 ครั้งต่อวัน ต้นทุนจาก Spread เพียงอย่างเดียวอาจสูงถึง 120 USD ต่อวัน โดยยังไม่รวมค่าคอมมิชชันหรือค่า Swap

ในทางกลับกัน หากเลือกโบรกเกอร์ที่ Spread เฉลี่ยเพียง 0.2-0.5 pip ต้นทุนต่อออเดอร์จะลดลงเหลือ 2-5 USD เท่านั้น ซึ่งต่างกันหลายเท่าตัวเมื่อคูณด้วยจำนวนออเดอร์ต่อเดือน นี่คือเหตุผลที่นักเทรดสาย Scalping และ Day Trading ให้ความสำคัญกับการเลือกโบรกเกอร์ Spread ต่ำเป็นอันดับต้น ๆ

ประเภทของ Spread

Spread ที่โบรกเกอร์เสนอมี 2 รูปแบบหลัก ดังนี้

ประเภทลักษณะข้อดีข้อเสีย
Fixed Spread (คงที่)ค่า Spread ถูกกำหนดตายตัวไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหนคำนวณต้นทุนล่วงหน้าได้แน่นอน เหมาะกับมือใหม่มักมาพร้อมความเสี่ยง Requote ช่วงข่าวแรง และมักไม่ใช่บัญชี ECN
Floating/Variable Spread (ลอยตัว)Spread เปลี่ยนแปลงตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาดแบบเรียลไทม์ช่วงตลาดปกติ Spread มักต่ำมาก โดยเฉพาะบัญชี ECNช่วงข่าวสำคัญ เช่น NFP หรือประกาศดอกเบี้ย Spread อาจกว้างขึ้นหลายเท่าตัวแบบไม่คาดคิด

ปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของ Spread

  • สภาพคล่องของคู่เงิน — คู่เงินหลัก (Major pairs) เช่น EUR/USD, USD/JPY มีผู้เทรดจำนวนมากในตลาด ทำให้ Spread แคบกว่าคู่เงินรอง (Minor) หรือคู่แปลกใหม่ (Exotic) ที่มีสภาพคล่องต่ำ
  • ช่วงเวลาตลาด — ช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกันมักมีสภาพคล่องสูงสุด Spread จะแคบกว่าช่วงตลาดเอเชียหรือช่วงเปลี่ยนวัน (rollover)
  • ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ — ช่วงประกาศตัวเลขอย่าง Non-Farm Payroll (NFP) หรือการประชุมธนาคารกลาง ความผันผวนสูงทำให้ Spread กว้างขึ้นชั่วคราว
  • ประเภทบัญชีเทรด — บัญชี ECN/Raw Spread มักมี Spread แคบมาก (ใกล้ 0 pip) แต่เก็บค่าคอมมิชชันแยกต่างหาก ส่วนบัญชี Standard มักไม่มีค่าคอมมิชชัน แต่ Spread กว้างกว่าเพื่อชดเชย
  • นโยบายของแต่ละโบรกเกอร์ — แม้เทรดคู่เงินเดียวกันในเวลาเดียวกัน แต่ Spread ของแต่ละโบรกเกอร์อาจต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Provider) ที่แต่ละเจ้าเชื่อมต่อ

วิธีเลือกโบรกเกอร์ที่ Spread เหมาะกับสไตล์การเทรด

1. เช็ค Spread เฉลี่ยของคู่เงินที่เทรดบ่อย

อย่าดูแค่ Spread ที่โบรกเกอร์โฆษณาไว้ (มักเป็นตัวเลขต่ำสุดในสภาวะตลาดที่ดีที่สุด) ควรทดลองเปิดบัญชีเดโมหรือดูข้อมูล Spread เฉลี่ยย้อนหลังของคู่เงินที่ตั้งใจเทรดจริง เช่น EUR/USD, XAU/USD (ทองคำ)

2. พิจารณาประเภทบัญชีให้ตรงกับสไตล์เทรด

หากเทรดสั้นแบบ Scalping หรือเปิดออเดอร์ถี่ บัญชี ECN/Raw Spread ที่มี Spread แคบมากแต่มีค่าคอมมิชชันมักคุ้มค่ากว่าในระยะยาว ส่วนนักเทรดที่ถือสถานะยาวและเปิดออเดอร์ไม่บ่อย บัญชี Standard ที่ไม่มีคอมมิชชันอาจสะดวกกว่า

3. ระวัง Spread กว้างช่วงข่าวสำคัญ

หากมีแผนเทรดช่วงข่าวเศรษฐกิจ ควรศึกษาพฤติกรรม Spread ของโบรกเกอร์ในอดีตช่วงข่าวแรง เพราะบางเจ้า Spread อาจกว้างขึ้นถึง 10-50 เท่าในช่วงไม่กี่วินาที ซึ่งอาจทำให้ Stop Loss ทำงานผิดจุดที่คาดไว้

สรุป

Spread คือต้นทุนพื้นฐานที่นักเทรด Forex ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตัวเอง เข้าใจปัจจัยที่ทำให้ Spread กว้าง-แคบ และคำนวณต้นทุนรวมก่อนตัดสินใจเทรดทุกครั้ง การใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง Spread จะช่วยให้พอร์ตของคุณไม่รั่วไหลโดยไม่รู้ตัวในระยะยาว

คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Spread กับ Commission ต่างกันอย่างไร

Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid-Ask ที่รวมอยู่ในราคาเทรดอยู่แล้ว ส่วน Commission คือค่าธรรมเนียมที่หักเพิ่มต่างหากจากยอดเทรด มักพบในบัญชี ECN ที่มี Spread แคบมาก

Spread เท่าไหร่ถึงเรียกว่าต่ำ

สำหรับคู่เงินหลักอย่าง EUR/USD บัญชี ECN ที่ดีมักมี Spread เฉลี่ยประมาณ 0-0.5 pip บวกค่าคอมมิชชัน ส่วนบัญชี Standard ทั่วไปอาจอยู่ที่ 1-2 pip ขึ้นไป

ทำไม Spread ของทองคำ (XAU/USD) ถึงกว้างกว่าคู่เงิน

เพราะทองคำมีความผันผวนสูงกว่าคู่เงินทั่วไป และสภาพคล่องมาจากตลาดโภคภัณฑ์ที่มีกลไกราคาต่างจากตลาดเงินตรา ทำให้ Spread ของ XAU/USD มักกว้างกว่า EUR/USD หลายเท่าเมื่อเทียบเป็นหน่วยเดียวกัน

ภาพโดย Rafael Minguet Delgado (Pexels)

อ้างอิง: Babypips - What is a Spread in Forex Trading, Mitrade - สเปรด(Spread) คืออะไร