Trading Journal คือสมุดบันทึกการเทรดที่จดทั้ง "ผลลัพธ์" และ "เหตุผล" ของทุกออเดอร์ เพื่อให้นักเทรดย้อนดูได้ว่ากำไรหรือขาดทุนมาจากระบบเทรดเอง หรือมาจากการตัดสินใจนอกแผน ประวัติในแพลตฟอร์มบอกได้แค่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บันทึกการเทรดบอกได้ว่าทำไมถึงเกิด
คำตอบสั้น: บันทึกการเทรดที่ใช้งานได้จริงควรมีอย่างน้อย 12 ช่อง เช่น คู่เงิน ทิศทาง เหตุผลที่เข้า จุด SL (Stop Loss จุดตัดขาดทุน) จุด TP (Take Profit จุดทำกำไร) ความเสี่ยงเป็น % ของพอร์ต ผลลัพธ์เป็นเงินและเป็น R และอารมณ์ตอนตัดสินใจ จากนั้นรีวิวทุกสัปดาห์ด้วยตัวเลข 3 ตัว คือ Win Rate ค่าคาดหวังต่อไม้ (Expectancy) และ Profit Factor บทความนี้มีตัวอย่างจด 1 ไม้บน EUR/USD และสูตร Excel ให้ลองใช้ทันที
Trading Journal คืออะไร ต่างจากประวัติใน MT5 อย่างไร
Trading Journal คือเอกสารที่นักเทรดเขียนเองควบคู่กับการเทรดแต่ละไม้ ส่วนประวัติการเทรดในแพลตฟอร์มอย่าง MT5 (MetaTrader 5) เป็นข้อมูลที่ระบบบันทึกให้อัตโนมัติ ทั้งสองอย่างใช้คู่กันได้ แต่ตอบคำถามคนละแบบ
ตามคู่มือการใช้งาน MetaTrader 5 ผู้ใช้สร้างรายงานได้โดยคลิกขวาที่แท็บ History แล้วเลือก Report รายงานจะสรุป Profit Factor, Expected Payoff, Drawdown และสัดส่วนไม้ที่ได้กำไรให้ แต่ไม่มีช่องให้ใส่เหตุผลที่เข้าเทรดหรืออารมณ์ขณะนั้น
เทียบรายงาน MT5 กับบันทึกการเทรดที่จดเอง
| ประเด็น | รายงานประวัติใน MT5 | Trading Journal ที่จดเอง |
|---|---|---|
| ใครบันทึก | ระบบบันทึกอัตโนมัติ | นักเทรดจดเอง |
| ข้อมูลตัวเลข | ราคาเข้า-ออก Lot กำไรขาดทุน สถิติสรุป | ตัวเลขเดียวกัน + ความเสี่ยงเป็น % และผลเป็น R |
| เหตุผลและ Setup | ไม่มี | มี เช่น "เบรกแนวต้าน H4" |
| อารมณ์และการทำตามแผน | ไม่มี | มี เช่น "ปิดก่อน TP เพราะกลัว" |
| แยกผลตาม Setup หรือช่วงเวลา | ทำได้ยาก | กรองได้ทันทีถ้าจดเป็นช่อง |
สรุปง่าย ๆ คือใช้รายงาน MT5 ตรวจความถูกต้องของตัวเลข แล้วใช้บันทึกการเทรดของตัวเองหาสาเหตุ
ทำไมนักเทรดรายย่อยควรจดบันทึกการเทรด
ตลาด Forex และ CFD (Contract for Difference สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) เป็นตลาดที่รายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน FCA (Financial Conduct Authority หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของสหราชอาณาจักร) ระบุเมื่อ 6 ธันวาคม 2016 ว่าจากการวิเคราะห์บัญชีลูกค้าตัวอย่างของบริษัท CFD พบว่า 82% ของลูกค้าขาดทุนจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้
ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าการจดบันทึกจะทำให้กำไร แต่บอกว่าการเทรดโดยไม่รู้สาเหตุของผลลัพธ์มีต้นทุนสูง Trading Journal ช่วยแยกให้เห็น 3 อย่างที่ดูจากยอดเงินในพอร์ตไม่ออก
- ระบบมีค่าคาดหวังเป็นบวกหรือไม่ เมื่อทำตามแผนครบทุกไม้
- ไม้ที่ผิดแผนเสียเงินไปเท่าไร เช่น เลื่อน SL หนีราคา หรือเปิดไม้แก้แค้นหลังขาดทุน (อ่านเพิ่มเรื่องจิตวิทยาการเทรดและ Revenge Trading)
- ต้นทุนแฝงกินกำไรแค่ไหน เช่น สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอปข้ามคืน
12 ช่องที่ควรมีในบันทึกการเทรด
ช่องด้านล่างแบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่องที่ต้องกรอกก่อนกดเข้าเทรด (ข้อ 1–9) และช่องที่กรอกหลังปิดออเดอร์ (ข้อ 10–12) การจดก่อนเข้าช่วยกันการแต่งเหตุผลย้อนหลังหลังรู้ผลแล้ว
ตารางช่องบันทึกพร้อมตัวอย่าง
| # | ช่อง | ตัวอย่างที่กรอก | ใช้วิเคราะห์อะไร |
|---|---|---|---|
| 1 | วันและเวลา (เวลาไทย) | อังคาร 14:30 | ช่วงเวลาที่เทรดได้ผลหรือไม่ได้ผล |
| 2 | สินทรัพย์ | EUR/USD | คู่เงินที่ถนัด |
| 3 | ทิศทาง | Buy | ฝั่งที่ทำได้ดีกว่า |
| 4 | Setup / เหตุผล | ย่อตัวกลับมาทดสอบแนวรับ H1 | รูปแบบไหนมีค่าคาดหวังเป็นบวก |
| 5 | ไทม์เฟรม | H1 (ดูเทรนด์จาก H4) | กรอบเวลาที่เหมาะกับตัวเอง |
| 6 | ราคาเข้า | 1.0850 | ตรวจ Slippage (ส่วนต่างระหว่างราคาที่ได้จริงกับราคาที่ตั้งใจ) |
| 7 | Stop Loss | 1.0830 (20 pip) | ระยะ SL เฉลี่ยกว้างหรือแคบเกินไป |
| 8 | Take Profit | 1.0890 (40 pip) | อัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยงที่วางแผน |
| 9 | Lot และความเสี่ยง % | 0.05 Lot = เสี่ยง 1% ของพอร์ต | คุมขนาดไม้ให้คงที่ |
| 10 | ราคาออกและเหตุผลที่ออก | 1.0880 ปิดเองก่อน TP | ออกตามแผนหรือออกเพราะอารมณ์ |
| 11 | ผลลัพธ์ $ และ R (หลังหักต้นทุน) | +$15 = +1.5R | คำนวณ Win Rate และค่าคาดหวัง |
| 12 | อารมณ์ / ทำตามแผนไหม + ภาพกราฟ | กลัวราคาย้อน / ไม่ตามแผน | หาพฤติกรรมที่ทำให้เสียเงินซ้ำ ๆ |
ช่อง R (R-multiple) คือผลลัพธ์หารด้วยจำนวนเงินที่เสี่ยงไว้ ถ้าเสี่ยง $10 แล้วได้ $15 ก็คือ +1.5R ข้อดีคือเทียบผลข้ามขนาดพอร์ตและข้ามคู่เงินได้ เรื่องการตั้งเป้ากำไรเทียบความเสี่ยงอ่านต่อได้ที่Risk Reward Ratio
ตัวอย่างจดบันทึกการเทรด 1 ไม้บน EUR/USD
สมมติพอร์ต $1,000 และตั้งกฎเสี่ยงไม่เกิน 1% ต่อไม้ หรือ $10 ตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายวิธีจดเท่านั้น
- ก่อนเข้า: Buy EUR/USD ที่ 1.0850 SL 1.0830 (20 pip) TP 1.0890 (40 pip) แผนกำไรต่อความเสี่ยงคือ 2 เท่า
- คำนวณ Lot: EUR/USD 1 Lot มาตรฐาน มูลค่าประมาณ $10 ต่อ pip ดังนั้น 0.05 Lot เท่ากับ $0.50 ต่อ pip เมื่อคูณ 20 pip จะได้ความเสี่ยง $10 พอดี (ทบทวนวิธีคิดได้ที่การคำนวณ Lot Size)
- หลังปิด: ราคาขึ้นไป 1.0880 แล้วผู้เทรดปิดเองเพราะกลัวราคาย้อน ได้ 30 pip หรือ $15 = +1.5R
- ช่องอารมณ์: "กลัว ไม่ตามแผน" ไม้นี้กำไร แต่ถูกติดป้ายว่าผิดแผน
ถ้ามองเฉพาะยอดเงิน ไม้นี้ดูดี แต่ถ้าพฤติกรรมเดียวกันเกิดซ้ำหลายไม้ ค่าคาดหวังของระบบอาจเปลี่ยนจากบวกเป็นลบได้ ซึ่งจะเห็นชัดในหัวข้อถัดไป
Win Rate คือ อะไร และวิธีอ่านตัวเลขจาก Trading Journal
เมื่อจดครบสักระยะ ตัวเลขที่ควรคำนวณมี 4 ตัว ทุกตัวคิดจากช่องผลลัพธ์ (ข้อ 11) ได้โดยตรง
- Win Rate คือจำนวนไม้ที่กำไร ÷ จำนวนไม้ทั้งหมด × 100
- กำไรเฉลี่ยและขาดทุนเฉลี่ย คือยอดรวมไม้ชนะ ÷ จำนวนไม้ชนะ และยอดรวมไม้แพ้ ÷ จำนวนไม้แพ้
- Expectancy คือ ค่าคาดหวังต่อไม้ = (Win Rate × กำไรเฉลี่ย) − (อัตราแพ้ × ขาดทุนเฉลี่ย) ตรงกับแนวคิด Expected Payoff ในรายงาน MT5 ที่แสดงผลตอบแทนเฉลี่ยต่อดีล
- Profit Factor คือกำไรรวม ÷ ขาดทุนรวม ถ้าเท่ากับ 1 แปลว่ากำไรและขาดทุนรวมเท่ากันพอดี
ตัวอย่างคำนวณจาก 20 ไม้
สมมติจดได้ 20 ไม้ ชนะ 8 ไม้ แพ้ 12 ไม้ ขาดทุนเฉลี่ยไม้ละ $10 เทียบ 2 กรณีที่ต่างกันแค่พฤติกรรมตอนปิดไม้กำไร
| ตัวชี้วัด | กรณี A: ถือถึงเป้า | กรณี B: ปิดก่อนเป้าบ่อย |
|---|---|---|
| Win Rate | 40% | 40% |
| กำไรเฉลี่ยต่อไม้ชนะ | $18 (1.8R) | $12 (1.2R) |
| ขาดทุนเฉลี่ยต่อไม้แพ้ | $10 (1R) | $10 (1R) |
| Expectancy ต่อไม้ | 0.4 × 18 − 0.6 × 10 = +$1.20 | 0.4 × 12 − 0.6 × 10 = −$1.20 |
| Profit Factor | 144 ÷ 120 = 1.2 | 96 ÷ 120 = 0.8 |

บทเรียนจากตารางนี้คือ Win Rate อย่างเดียวบอกอะไรได้น้อย ต้องดูคู่กับขนาดกำไรและขาดทุนเฉลี่ยเสมอ อีกสูตรที่ใช้บ่อยคือ Win Rate จุดคุ้มทุน = 1 ÷ (1 + อัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยง) เช่น วางแผนกำไร 2 เท่าของความเสี่ยง จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ราว 33.3% ก่อนหักต้นทุน
สูตร Excel / Google Sheets ที่ใช้ได้ทันที
สมมติผลเป็นดอลลาร์อยู่คอลัมน์ K และผลเป็น R อยู่คอลัมน์ L ตั้งแต่แถว 2 ถึง 500
| ตัวชี้วัด | สูตร |
|---|---|
| Win Rate | =COUNTIF(K2:K500,">0")/COUNT(K2:K500) |
| กำไรเฉลี่ย | =AVERAGEIF(K2:K500,">0") |
| ขาดทุนเฉลี่ย (ค่าติดลบ) | =AVERAGEIF(K2:K500,"<0") |
| Expectancy เป็น R | =AVERAGE(L2:L500) |
| Profit Factor | =SUMIF(K2:K500,">0")/ABS(SUMIF(K2:K500,"<0")) |
ถ้าเพิ่มช่อง "ทำตามแผน" เป็น ใช่/ไม่ใช่ จะใช้ AVERAGEIFS แยกค่าคาดหวังของไม้ที่ตามแผนกับไม้ที่ผิดแผนได้ ตัวเลขคู่นี้มักบอกได้ชัดกว่าการเปลี่ยนอินดิเคเตอร์ใหม่
วิธีรีวิว Trading Journal ทุกสัปดาห์และเลือกเครื่องมือจด
การจดโดยไม่รีวิวให้ประโยชน์น้อย รอบรีวิวที่ทำได้จริงสำหรับคนทำงานประจำคือสัปดาห์ละครั้ง ใช้เวลาไม่นาน และแก้กฎทีละข้อเพื่อให้รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไหนมีผล

- เทียบตัวเลขกับรายงาน MT5 ว่ายอดรวมตรงกัน ไม่มีไม้ตกหล่น
- แยกไม้ตามแผนกับไม้ผิดแผน แล้วดูค่าคาดหวังของแต่ละกลุ่ม
- ดู Drawdown ช่วงสัปดาห์ ว่าลึกเกินที่รับได้หรือไม่ (อ่านวิธีวัดได้ที่Drawdown คืออะไร)
- เลือกปรับ 1 จุด เช่น เลิกเทรดช่วงข่าวแรง แล้วจดต่ออีกชุดก่อนสรุปผล
เทียบเครื่องมือจดบันทึกการเทรด
| เครื่องมือ | จุดเด่น | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| สมุดบันทึกการเทรดแบบกระดาษ | จดเหตุผลและอารมณ์ได้อิสระ ช่วยให้ช้าลงก่อนกดเข้า | คำนวณสถิติและกรองข้อมูลยาก |
| Excel / Google Sheets | ฟรี ปรับช่องเองได้ คำนวณด้วยสูตรข้างต้น | ต้องกรอกเองทุกไม้ เสี่ยงลืมจด |
| แอปบันทึกการเทรดแบบเชื่อมบัญชี | ดึงข้อมูลอัตโนมัติ มีกราฟสรุป | บางแอปมีค่าบริการ และต้องให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลบัญชี |
ถ้าอยากทดสอบกฎใหม่กับข้อมูลย้อนหลังก่อนใช้เงินจริง ใช้บันทึกนี้คู่กับการBacktest ได้ โดยเทียบผลทดสอบย้อนหลังกับผลจริงในบันทึก
ความเสี่ยงที่ควรรู้
Trading Journal เป็นเครื่องมือวัดผล ไม่ใช่เครื่องมือลดความเสี่ยงของตลาด ต่อให้จดครบทุกช่อง การเทรด Forex และ CFD ที่ใช้เลเวอเรจยังทำให้ขาดทุนเร็วกว่าเงินที่ตั้งใจเสี่ยงได้ ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการจดบันทึกโดยตรงมีดังนี้
ข้อมูลน้อยเกินไปจนสรุปผิด
20 ไม้ในตัวอย่างข้างต้นเป็นจำนวนที่น้อยมาก ช่วงชนะติดกันไม่กี่ไม้อาจทำให้ Win Rate ดูสูงเกินจริง ผลในอดีตจากบันทึกไม่ได้รับประกันผลในอนาคต และสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปอาจทำให้ Setup ที่เคยได้ผลใช้ไม่ได้อีก
ความมั่นใจเกินจริงจนเพิ่มขนาดไม้
ความเสี่ยงที่พบบ่อยคือเห็นตัวเลขบวกแล้วเพิ่ม Lot หรือเลเวอเรจเร็วเกินไป ข้อมูลจาก ASIC (Australian Securities and Investments Commission หน่วยงานกำกับตลาดทุนออสเตรเลีย) ในปี 2022 ระบุว่าในช่วง 6 เดือนแรกของคำสั่งแทรกแซงผลิตภัณฑ์ CFD ซึ่งจำกัดเลเวอเรจของรายย่อยไว้ที่ 30:1 ถึง 2:1 พร้อมกำหนดเกณฑ์ปิดสถานะเมื่อมาร์จินไม่พอ ป้องกันยอดติดลบ และห้ามให้สิ่งจูงใจ ผลขาดทุนสุทธิรวมเฉลี่ยต่อไตรมาสของลูกค้ารายย่อยลดลง 91% จาก 372 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเหลือ 33 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ตัวเลขนี้เป็นผลของมาตรการทั้งชุด ไม่ใช่เลเวอเรจอย่างเดียว แต่ก็ชี้ว่าการคุมเลเวอเรจและขนาดสถานะน่าจะมีส่วนสำคัญต่อความเสียหายที่ลดลง ทบทวนเรื่องนี้ได้ที่Leverage คืออะไร
ในสหราชอาณาจักร FCA กำหนดในประกาศนโยบาย PS19/18 (กรกฎาคม 2019) ให้จำกัดเลเวอเรจ CFD ของลูกค้ารายย่อยไว้ระหว่าง 30:1 ถึง 2:1 ตามความผันผวนของสินทรัพย์ โบรกเกอร์ต่างประเทศที่ให้เลเวอเรจสูงกว่านี้มากจึงหมายถึงความเสี่ยงต่อไม้ที่สูงขึ้นตามไปด้วย
จดไม่ซื่อสัตย์หรือแต่งเหตุผลย้อนหลัง
ถ้าเติมช่องเหตุผลหลังรู้ผลแล้ว บันทึกจะเอนเอียงไปทางที่ทำให้ตัวเองดูถูก (Hindsight Bias อคติจากการรู้ผลภายหลัง) วิธีลดปัญหาคือกรอกข้อ 1–9 ให้เสร็จก่อนกดเข้าทุกครั้ง และเก็บภาพกราฟตอนเข้าไว้เป็นหลักฐาน
โบรกเกอร์และแอปที่ไม่ได้รับอนุญาต
บันทึกที่ละเอียดแค่ไหนก็ไม่ช่วยถ้าเงินอยู่กับผู้ให้บริการที่ไม่น่าเชื่อถือ ธปท. (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ระบุในข่าวฉบับที่ 49/2565 (19 กันยายน 2565) ว่ายังไม่เคยอนุญาตให้บุคคลทั่วไปซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรแบบเทรด FOREX ผ่านแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ และเตือนเรื่องการชักชวนที่อ้างผลตอบแทนสูงซึ่งมีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่
ก่อนให้แอปหรือบริการใดเชื่อมข้อมูลบัญชี ควรตรวจรายชื่อในInvestor Alert ของ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) และไม่ให้รหัสผ่านที่ใช้ส่งคำสั่งเทรดหรือถอนเงินกับบุคคลอื่น
ข้อมูลหายเมื่อต้องใช้ยืนยันภาษีหรือข้อพิพาท
บันทึกที่จดเองไม่ได้แทนเอกสารจากโบรกเกอร์ ควรดาวน์โหลด Statement (รายงานสรุปบัญชีจากโบรกเกอร์) เก็บไว้เป็นระยะด้วย FINRA (Financial Industry Regulatory Authority องค์กรกำกับดูแลตนเองของธุรกิจหลักทรัพย์สหรัฐ) แนะนำในบทความเดือนสิงหาคม 2024 ให้เก็บเอกสารการซื้อขายไว้ตลอดช่วงที่ถือการลงทุนและอย่างน้อยอีกหลายปีหลังขาย แม้เป็นคำแนะนำในบริบทสหรัฐ แต่หลักการนี้ใช้ได้กับนักเทรดไทยเช่นกัน ประเด็นภาษีของไทยอ่านต่อที่เทรด Forex ต้องเสียภาษีไหม
สรุป: Trading Journal ช่วยได้เมื่อจดก่อนเข้าและรีวิวด้วยตัวเลข
Trading Journal ที่ใช้งานได้จริงไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่มี 12 ช่องที่จดสม่ำเสมอ กรอกครึ่งแรกก่อนกดเข้า และรีวิวทุกสัปดาห์ด้วย Win Rate ค่าคาดหวัง และ Profit Factor ตัวอย่าง 20 ไม้ในบทความแสดงว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการปิดไม้กำไรเร็วเกินไป เปลี่ยนค่าคาดหวังจาก +$1.20 เป็น −$1.20 ต่อไม้ได้ทั้งที่ Win Rate เท่าเดิม
อย่างไรก็ดี บันทึกเป็นแค่เครื่องมือวัดผล ไม่ได้ลดความเสี่ยงของเลเวอเรจหรือความเสี่ยงจากผู้ให้บริการ การคุมขนาดไม้และเลือกผู้ให้บริการที่ตรวจสอบได้ยังสำคัญเท่าเดิม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Trading Journal
ต้องจดทุกไม้ไหม หรือจดเฉพาะไม้สำคัญ
ควรจดทุกไม้ รวมถึงไม้เล็กและไม้ที่ขาดทุน เพราะไม้ที่อยากลืมมักเป็นไม้ที่บอกปัญหาได้มากที่สุด การเลือกจดเฉพาะบางไม้ทำให้ Win Rate และค่าคาดหวังคลาดเคลื่อน
ใช้รายงานประวัติใน MT5 แทนบันทึกการเทรดได้ไหม
ใช้แทนได้แค่ส่วนตัวเลข รายงาน MT5 มี Profit Factor, Expected Payoff และ Drawdown ให้ แต่ไม่มีเหตุผลที่เข้า Setup และอารมณ์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้หาสาเหตุของผลลัพธ์
Win Rate เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกระบบ ต้องดูคู่กับอัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยง ระบบที่วางกำไร 2 เท่าของความเสี่ยงมีจุดคุ้มทุนราว 33.3% ก่อนหักต้นทุน ส่วนระบบที่วางกำไร 1 เท่ามีจุดคุ้มทุน 50%
ควรรีวิวบันทึกการเทรดบ่อยแค่ไหน
สำหรับคนเทรดไม่กี่ไม้ต่อสัปดาห์ การรีวิวสัปดาห์ละครั้งและสรุปใหญ่เดือนละครั้งทำได้จริงที่สุด ถ้าเทรดถี่ระหว่างวัน อาจเพิ่มการสรุปสั้น ๆ ท้ายวันว่ามีไม้ไหนผิดแผน
บัญชีเดโม่ต้องจดบันทึกด้วยไหม
ควรจดเหมือนบัญชีจริง เพื่อให้มีข้อมูลเทียบกันเมื่อย้ายมาใช้เงินจริง แต่ควรระวังว่าเดโม่ไม่มีแรงกดดันทางอารมณ์เท่าบัญชีจริง ผลในบัญชีเดโม่จึงมักดีกว่าที่จะเกิดจริง
บทความนี้เรียบเรียงโดยใช้ AI ช่วยค้นคว้าและร่างเนื้อหา และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน BrokerProReview ก่อนเผยแพร่


